บทที่ 14 การศึกษาเวลา
- 1. TIME STUDY 1อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ
- 2. การศึกษาเวลาหรือการวัดงาน(Work Measurement) คือ เทคนิคในการวัดปริมาณงานออกมาเป็นหน่วยของเวลา หรือ จานวนแรงงานที่ใช้ในการทางาน การกาหนดเวลามาตรฐานในการปฏิบัติงานมีมาตั้งแต่ก่อน สมัยของ Frederick W. Taylor อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ 2
- 3. ผลผลิตมาตรฐาน (จานวนชิ้น) = เวลาทั้งหมดที่มีในการทางาน เวลามาตรฐานในการผลิตต่อชิ้น ประสิทธิภาพ (%) = ผลผลิตจริง (Actual Output) ผลผลิตมาตรฐาน (Standard Output) อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ 3 X 100%
- 4. เป็นระบบจัดการที่ออกแบบเพื่อวัตถุประสงค์ดังนี้ -วิเคราะห์ปริมาณงานของต้นทุนค่าแรง -กาหนดมาตรฐานเวลาสาหรับการปฏิบัติงาน -วัดและวิเคราะห์ความแปรปรวนจากมาตรฐาน -เพื่อพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทางานและมาตรฐานเวลา อย่างต่อเนื่อง อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ 4
- 5. 1. เวลาที่ปรับแล้ว 2. ค่าเผื่อส่วนบุคคล ความเครียด และความล่าช้า (PF&D Allowances) 3. ค่าเผื่อพิเศษ นามาสู่เวลามาตรฐานที่ Time Standard ที่นาเวลาปกติมารวมกับค่า ความเผื่อต่างๆ แล้ว อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ 5
- 6. อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ 6
- 7. “A work measurement technique consisting of careful time measurement of the task with a time measuring instrument, adjusted for any observed variance variance from normal effort or pace and to allow adequate time for such such items as foreign elements, unavoidable or machine delays, rest to to overcome fatigue, and personal needs. Learning or progress effects may may also be considered. If the task is of sufficient length, it is normally normally broken down into short, relatively homogenous work elements, elements, each of which is treated separately as well as in combination with combination with the rest.” โดย Institute of Industrial Engineers แห่งสหรัฐอเมริกา อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ 7
- 8. 1. ศึกษาการเคลื่อนไหว (Motion Study) เกี่ยวกับการศึกษาวิธีการทางานและการ ออกแบบวิธีที่ปรับปรุง 2. การศึกษาเวลา (Time Study) เกี่ยวกับการวัดผลงานซึ่งผลที่ได้เป็นหน่วยของเวลา คือเป็นนาทีหรือวินาที 2 ลักษณะของเวลามาตรฐาน 1. เวลาที่เคยเป็น (Did - take - time) ที่รวบรวมข้อมูลเก่าในอดีต 2. เวลาที่ควรเป็น (Should - take - time) ข้อมูลเวลาที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้ว อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ 8
- 9. ทาได้หลายวิธี จะขึ้นกับองค์ประกอบของงานและเทคนิคของการวัดงาน องค์ประกอบของงาน 1. ธรรมชาติของงานนั้น 5. ความพร้อมของข้อมูล 2. ความยาวของเวลาทางาน 6. ทัศนคติของผู้ปฏิบัติงาน 3. การทิ้งช่วงระหว่างการเกิดของงาน 7. ทรัพยากรที่มีให้สาหรับการศึกษางาน 4. ความถี่ห่างของงาน 8. ปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ 9
- 10. 1. การคานวณหาค่าเฉลี่ยอย่างง่าย ๆ (Simple Mathematical Computation) 2. การคาดคะเน (Professional Estimate) 3. การสุ่มตัวอย่างงาน (Direct Time Study - Extensive Sampling) 4. การใช้ระบบข้อมูลเวลามาตรฐาน (Standard Time Data Systems) 5. ระบบตารางเวลาพื้นฐาน (Predetermined-motion Time System) 6. การศึกษาเวลาโดยตรง (Direct Time Study - Intensive Sampling) อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ 10
- 11. ขั้นตอนของการศึกษาเวลาโดยการสุ่มงานมีดังนี้ 1. เลือกงานและอธิบายลักษณะของงานย่อยที่ต้องการศึกษา 2. ขอความร่วมมือจากพนักงานที่เกี่ยวข้อง 3. ทาการสร้างตารางสาหรับการบันทึกข้อมูล 4. ออกแบบฟอร์มการเก็บข้อมูล 5. วางแผนการเก็บข้อมูลเพื่อให้ได้ขนาดข้อมูลที่เหมาะสม 6. ทาการเก็บข้อมูลจริง บันทึกและสรุปผล ใช้เวลารวบรวมข้อมูลนาน ใช้กับพวกงานที่ไม่ได้ต่อเนื่องกัน หรืองานหลาย ๆ อย่างที่กลุ่ม กลุ่ม ต้องทาร่วมกัน เช่นงานซ่อมบารุง อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ 11
- 12. • Motion Time Analysis (MTA) • Body Member Movements • Motion-Time Data for Assembly Work • The Work-Factor System • Elemental Time Standard for Basic Manual Work • Methods-Time Measurement (MTM) • Basic Motion-Time Study (BMT) • Dimensional Motion Time (DMT) • Master Standard Data (MSD) อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ 12 ได้จากการวิเคราะห์ Micromotion แล้ว รวบรวมไว้เป็นข้อมูลมาตรฐาน เหมาะกับงานที่ใช้มือกระทา ซ้า ๆกัน กาหนดเวลามาตรฐานก่อนผลิตจริงได้
- 13. อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ 13
- 14. อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ 14
- 15. อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ 15 Family Tree แสดง ความสัมพันธ์ข์ของ ตาราง PMTS
- 16. • พนักงานซึ่งได้รับการฝึกฝนงานนั้นมาแล้ว • มาตรฐานวิธีการทางานที่ควรกาหนดไว้อย่างชัดเจน • การทางานของพนักงานต้องเป็นไปตามเงื่อนไขการทางานปกติ • การทางานนั้นต้องอยู่ในอัตราความเร็วมาตรฐาน พนักงานฝึกฝนมาดี ทางานภายใต้เงื่อนไขการทางานปกติ ตามกาหนดการทางาน อย่างชัดเจน ด้วยอัตราเร็วที่มาตรฐาน อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ 16
- 17. 1. ใช้เพื่อการควบคุมต้นทุนค่าแรง 2. ใช้เพื่อการวางงบประมาณ 3. การประมาณการต้นทุน 4. การวางแผนอัตรากาลังคน 5. ใช้เพื่อการฝึกอบรม 6. การสมดุลสายการผลิต 7. สร้างระบบค่าตอบแทนแบบจูงใจโดยดูจากผลผลิต 8. ใช้ประเมินเปรียบเทียบเพื่อหาวิธีการทางานที่ดีกว่า 9. ใช้ในการวางแผนการผลิต 10. ใช้ในการปรับปรุงผังโรงงาน 11. ใช้คานวณหากาลังการผลิตสูงสุดของโรงงาน อ.ธีทัต ตรีศิริโชติ 17
- ที่มา http://www.slideshare.net/TeeTre/14-38124644